: :  Mini  Memorial  Story  : :  






ไม่กี่วันนี้ฉันได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนเก่าที่ช่างศิลป์ ชวนให้ไปมีตติ้งเลี้ยงรุ่น ซึ่งจัดครั้งแรกในรอบ 10 กว่าปีนี้ ฉันไม่เคยไปงานศิษย์เก่าอะไรทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะไม่อยากไป แต่อาจเป็นเพราะไม่มีใครติดต่อฉันได้ต่างหาก หลังจากที่ฉันย้ายบ้านไปสิบกว่าปี แล้วที่เพื่อนโทรติดต่อมาได้ ก็ด้วยการเจอกันโดยบังเอิญไม่กี่เดือนมานี้..

     

ฉันไปเปิดดูอัลบั้มรูปตอนเรียนที่ช่างศิลป์ หน้าตาอุบาทว์ประหลาดแท้สิ้นดี มิน่า ถึงเวลาเจอเพื่อเก่าทีไร ไม่เคยมีใครจำฉันได้เลย ฉันต้องไปเอ่ยทักก่อนทุกที

         

แล้วฉันก็เพิ่งรู้ว่ากลุ่มรุ่นเราได้ทำเวบช่างศิลป์ขึ้น เพื่อเป็นสื่อกลางในการติดต่อกันของเพื่อนๆรุ่นเรา  พอฉันได้คลิกไปดู ได้เห็นภาพเก่าๆของตึกที่เรียน  ได้เห็นรูปรถอีแก่ที่คอยตุเรงๆรับ-ส่งพวกเราจากสถานีรถไฟหัวตะเข้มาที่วิทยาลัย ได้เห็นห้องปั้น ได้เห็นรูปห้องเพ้นท์ ได้เห็นภาพเก่าเพื่อนๆ  ฯลฯ  ภาพเหล่านี้ทำให้ฉันอดคิดถึงเรื่องราวบางสิ่งบางอย่างและเพื่อนๆไม่ได้ ...เวลานี้ความทรงจำฉันเริ่มไหลออกมาเป็นฉากๆอย่างชัดเจน..ยังกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันมานี้....





* นึกถึงวันสอบเข้าช่างศิลป์ที่วังหน้า

เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่า การสอบเข้าที่นี่น่ากลัวมาก น่ากลัวที่ว่า คือเหล่าบรรดาคนที่มาสอบแข่งกับฉันนี้แต่ละคนหน้าตาโหดดดมาก ฉันจบมอต้นมาจากโรงเรียนสตรีล้วน เลยค่อนข้างเป็นเด็กเรียนที่เรียบร้อย ไม่เคยเจอผู้ชายหน้าโหดๆดำๆเยอะๆแบบนี้ (มีผู้หญิงมาสอบไม่กี่คนเอง) บางคน ไว้ผมยาว หน้าตาขวางโลกเหมือนเด็กช่างกล ใส่กางเกงยีนส์ขาดๆมาสอบก็มี บางคนก็ใบหน้าปาไปสามสิบ(อาจมาสอบทุกปีจนกว่าจะติด)  เล่นเอาข่มขวัญฉันน่าดู 

      

อย่างตอนสอบวิชาเพ้นท์  ฉันเอาถ้วยน้ำเล็กๆไป 2 ใบไว้ล้างพู่กัน แล้วก็นั่งเพ้นท์อย่างเรียบร้อยที่โต๊ะ ค่อยๆเอาพู่กันผสมสีในจานสีพลาสติคทรงกลมที่มีหลุมๆเล็กอยู่ 5-6 ช่อง เขี่ยระบายรูปไปช้าๆ(จริงๆฉันไม่ถนัดเรื่องระบายสีน้ำเลย)  แต่ไอ้คนสอบข้างๆหน้าโหดเล่นมาถึงก็เอาถังน้ำใบแบบกระป๋องใส่ข้าวโพดคั่วโรงหนังใหญ่ๆ มาวางตุ๊บ!ที่โต๊ะอย่างมาดมั่น  แล้วยืนเอาขาพาดโต๊ะเพ้นท์ครับ  เค้ามองหุ่นผลไม้ที่จัดอยู่กลางห้องอย่างมั่นใจ ถือพู่กันจุ่มสีน้ำในจานสีเหล็กใบใหญ่ๆที่ดูหรูมาก แล้วตวัดระบายอย่างคล่องแคล่วฉับๆ  แถมยังมีการมาเหล่มองฉันแบบเยาะๆอีกนะ +++!  มาดของไอ้หน้าโหดนี้ ฉันเห็นแล้วได้แต่กลืนน้ำลายเอื๊อกๆ  เหงื่อตกติ๋งๆ  แต่เย้! ในที่สุดฉันก็สอบผ่านสมรภูมิรบครั้งนี้มาเป็นนักศึกษาที่นี่ได้จนสำเร็จ  กระป๋องน้อยก็สู้ถังใหญ่ได้เฟ้ยยย  อิๆ

 


 

* คิดถึงรถอีแก่

หลังจากสอบติดแล้ว นักศึกษาทุกคนต้องไปเรียนไกลถึงหัวตะเข้ ลาดกระบัง เลยเทคโนพระจอมเกล้าไป 1 สถานี พอลงรถไฟก็จะมีรถอีแก่มารับพวกเราไปที่วิทยาลัย ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลกว่าๆ รถอีแก่จะมารับพวกเราเป็นรอบๆตามตารางรถไฟ แต่ก็จะมีคนแย่งกันขึ้นเยอะ ถ้าเต็มก็ต้องรอมันเลี้ยวกลับมาอีกรอบ ใครที่ขี้เกียจรอก็นั่งเรือไปลงตลาดหัวตะเข้ เดินย้อนไปอีกนิดก็ถึง บางคนไม่มีตังค์ ก็เดินตะลุยฝุ่นแดงๆไปจนกว่าจะถึง  ขากลับก็เช่นกัน รถอีแก่ก็จะรับกลับ  ถ้าข้างในรถอีแก่มีคนมานั่งเต็มแล้ว พวกผู้ชายบางคนก็จะปีนขึ้นไปนั่งบนหลังคากัน มีวีรกรรมวันนึงเกี่ยวกับรถอีแก่ที่ฉันจะไม่ลืมเลย ก็คือ ตอนอยู่ปี 1 ฉันมีบุคลิกลุยๆห้าวๆ ซอยผมสั้นๆคล้ายทอม ฉันชอบเอากางเกงวอร์มไปเปลี่ยนที่โรงเรียนเสมอ

 มีอยู่วันนึง ตอนกลับบ้าน ไอ้ลิง เพื่อนคนนึงของฉันมันชวนฉันปีนขึ้นไปบนหลังคารถอีแก่ " นี่ สนุกนะว้อย ยังกะขี่หลังช้างเลย โยกไปโยกมา มันส์มาก ขึ้นมาเด่ะ" ฉันก็เหรอๆ  เชื่อมัน ไต่บันไดหลังรถขึ้นไปบนหลังคา  พอขึ้นมาก็เห็นผู้ชายห้องอื่นนั่งกันอยู่หลายสิบคนแล้ว ฉันเริ่มตื่นเต้น  หลายคนเริ่มทยอยขึ้นนั่งในรถ รวมถึงอาจารย์บางท่านก็ขอติดรถไปลงสถานีรถไฟด้วย  สักพัก มีคนนึงบนหลังคา พูดขึ้นมาว่า "เธอเป็นผู้หญิงขึ้นมาได้ไงอ่ะ รุ้ป่าว รถนี้มีครูนะ อยู่คู่ช่างศิลป์มาเป็นสิบปี ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนขึ้นมาบนหลังคาเลยอ่ะ  อาจารย์ก็นั่งอยู่ข้างล่าง ของเขิงหนีหมด" เอาละสิ ซวยเลยเรา  ฉันมองหน้าไอ้ลิงแล้วจะร้องไห้ ทำไงดีอ่ะ ลงตอนนี้ก็ไม่ได้ คนมากันเต็มเลย แล้วรถก็กำลังจะออกแล้วด้วย 

มีรุ่นพี่คนนึงมองมาที่หลังคาว่าจะมีที่ว่างเปล่า มองขึ้นมาเห็นฉัน ก็ไม่ได้ว่าอะไร หันกลับไป แต่หลังจากนั้น 3 วินาที เค้าก็สะดุ้งเฮือกเหมือนไม่แน่ใจสายตา แล้วก็หันขวับมามองฉันอีกทีด้วยท่าทีตกใจ  ฉันรีบหลบทำตัวลีบ ตอนนั้นหัวใจเต้นแรงมากที่รู้ว่าทำความผิดอย่างมหันต์ ไอ้ลิงก็ไม่รู้จะทำไง ก็ช่วยๆบังตัวฉันไว้ สักพักรถอีแก่ก็ออก ฉันเอาแต่นั่งซึมบนหลังคา ถึงแม้รถมันจะโยกไปตามถนนที่ขรุขระ เหมือนนั่งบนหลังช้างยังไง อารมณ์นั้นฉันก็สนุกไม่ออกแล้วล่ะ พอถึงสถานี ฉันก็รอให้ทุกคนลงจากรถให้หมดก่อน แล้วฉันก็ค่อยๆย่องๆปีนลงมาอย่างเงียบๆ  พอเจอไอ้แพะ ไอ้จุ๋ย มันก็บอกว่า "นี่รู้ป่าว พวกอาจารย์นะ เอามือจับพระ ไหว้ขอขมากันใหญ่เลย" 

ฮือๆ ผิดไปแล้วอ่ะเพื่อน  :+___+:




           

* เกลียดวิชาปั้น

นี่คือวิชาที่ฉันเกลียดที่สุดในบรรดาวิชาศิลปะทั้งหมด ได้เกรด D เสมอ   ซึ่งวันไหนมีเรียนปั้น เสื้อฉันจะเลอะไปด้วยดินเต็มไปหมด ที่เกลียดก็เพราะว่ายุ่งยากหลายขั้นตอนมาก เริ่มจากต้องลงไปตักดินที่บ่อดินหน้าห้องปั้นเอามานวดๆคลึงๆแล้วทำเป็นก้อนผอมๆยาวๆเหมือนนวดแป้งโรตี จนดินเริ่มเข้ากันเป็นก้อนเนียนๆ เราก็ต้องเอาไอ้ก้อนดินนี้มาโปะบนกระดานไม้บอร์ด ตบๆมันให้เข้ากัน เอาเกรียงมาตัดแต่งดินให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อทำเป็นชั้นดินรองพื้นก่อน  แล้วจะปั้นรูปอะไรก็ค่อยๆเอาดินมาเพิ่มเรื่อยๆ  หุ่นปั้นที่ยากที่สุดก็คือ หุ่นคนเหมือน ขนาดแค่หุ่นผลไม้ ฉันยังปั้นได้ทุเรสมาก อาจารย์กัดฟันให้ D- ด้วยความเอ็นดู  แล้วนี่ปั้นคน ฉันจะได้เกรดเท่าไหร่เนี่ย   มิปาไป F- เหรอ  เฮ้อ!

อาจารย์จ้างภารโรงแก่ๆถอดเสื้อใส่กางเกงขาสั้น มาเป็นหุ่นยืนกลางห้อง  ฉันปั้นส่วนไหล่ ส่วนตัวมั่วไปเรื่อยจนมาถึงตรงลูกตา ก็หยุดทำ เพราะยากมากๆ ขอบอก ตรงส่วนลูกตา มันค่อนข้างละเอียดและซับซ้อน ฉันปั้นไม่ได้อ่ะตรงนั้น จะหันไปพึ่งเพื่อนมาทำให้หน่อย ก็กลัวเสียฟอร์ม ฉันนิ่งอยู่นานไม่รู้จะทำยังไง  แล้วทันใดนั้น ฉันก็คิดอะไรออกบางอย่าง  ฉันเริ่มยิ้มออกมาอย่างดีใจ แล้วก็ใช้เวลาขยุกขยุยอยู่ตรงลูกตานั้นอยู่ 10 นาที  งานปั้นของฉันก็เสร็จ เย้ๆๆ

อาจารย์เดินมาตรวจงานทีละคน พอมาถึงงานของฉัน อาจารย์ก็สะดุดกึก หันมามองหน้าฉันทันที "นี่ เธอ ทำไมลูกตามันเป็นแบบนี้ล่ะ" ฉันหัวเราะแหะๆ  เพื่อนๆเริ่มมามุงดูว่าเกิดไรขึ้น  "แหะๆ คือว่า ตอนที่หนูกำลังปั้นถึงลูกตา ลุงเค้ายืนหลับค่ะ หนูก็ต้องปั้นตามแบบที่เห็นน่ะค่ะ" เพราะภาพที่อาจารย์เห็นคือ รูปปั้นลุงภารโรง หุ่นบูดๆเบี้ยวๆ ที่สำคัญ ยืนหลับตาอยู่

ฉันก้มหัวตก ทำหน้าเจี๋ยมเจี๊ยม หลับตาข้าง เหล่มองอาจารย์ข้างอย่างกลัวๆ  เพื่อนๆเริ่มหัวเราะลั่น   อาจารย์มองหน้าฉันเขม็ง พยักหน้า แล้วก็พูดเสียงดังว่า  "เออ ฉลาดว่ะ  รู้ป่าว วิธีนี้ อาจารย์ก็เคยใช้อ่ะ 55555"

สรุปว่า วันนั้นฉันได้คะแนน C- มากที่สุดที่เคยได้มาเลยล่ะ  เอิ๊กๆ





         

* วิชาองค์ประกอบศิลป์

ตอนเรียนวิชานี้ก็งงๆว่า เป็นวิชาเกี่ยวกับอะไรกันแน่ เรียนได้สักพัก อาจารย์ก็สั่งงานชิ้นแรกมาให้ทำ ชื่อว่า “ ภาพเหมือนของข้าพเจ้า ”  ให้ทำงานศิลปะนี้ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเพ้นท์ ตัดแปะ หรือวาดรูป  ฉันนั่งงงกับหัวข้อนี้มา 1 สัปดาห์ว่าจะสื่อออกมายังไง  ในที่สุด ฉันก็คิดออกเอาคืนวันสุดท้ายก่อนส่งงาน (ศัพท์ของเด็กศิลป์ เรียกว่า เผางาน ) ฉันเอารูปถ่ายหน้าตรงของฉันมาเผาขอบรูปให้ดูไหม้เกรียม แล้วเอาใส่ถุงพลาสติค พร้อมเศษขี้เถ้าของกระดาษ แล้วแปะบนกระดาษโปสเตอร์สีดำ เอาพู่กันจุ่มสีแดง มาสะบัดบนงานให้เป็นหยดแดงๆเหมือนรอยเลือด ทำไปยังขนลุกไปว่าทำไมตูทำงานโหดได้ถึงขนาดนี้ฟ่ะ พอถึงตอนพรีเซ้นท์งาน อาจารย์และเพื่อนๆเห็นงานแล้วตาค้าง 555 ทึ่งล่ะซี ฮี่ๆ

“ อืมม์  ผมว่างานมันดูมืดๆทึม ยุ่งๆสับสนไงไม่รู้นะ” อาจารย์เอ่ยขึ้นมาหลังจากเดินเข้ามาดูงานฉันใกล้ๆอยู่นาน และทำคิ้วผูกโบว์

"น่านแหละค่ะ อาจารย์ตรงคอนเซ็ปต์หนูเปี๊ยบเลยค่ะ  หนูต้องการสื่อถึงความสับสนในตัวหนู รูปที่ถูกเผาหมายถึง ตัวหนูต้องถูกจำกัดความคิดอยู่แต่ในสังคมเล็กๆ จุดสีแดงๆหมายถึงอารมณ์ของหนูที่ต้องการถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากพื้นที่สีดำ นั้นก็คือครอบครัวของหนูค่ะ "  ฉันพูดๆๆๆไปโดยแทบจะไม่หยุดหายใจ  น่านๆอาจารย์ฟังอ้าปากหวอเลย

" อืมม์.. พูดดีแฮะ ตอนแรก ผมว่าจะให้คุณ C แต่ฐานะที่คุณพรีเซ้นท์เก่ง  กล้าเสนอความคิดเห็น  ศิลปะไม่มีอะไรถูกผิดหรอกครับ อยู่ที่อารมณ์ของผู้สร้างว่าจะสื่อออกมายังไง  อ่ะ เอาไปเกรดนี้เลยครับ" อาจารย์ยิ้มให้ แล้วกาปากกาให้คะแนน B กับงานฉัน ฉันร้องเย้  เพื่อนๆก็ตบมือให้กันใหญ่ (มันตบประชดป่าวฟ่ะ)

หลังจากนั้น งานชิ้นต่อไปก็โหดสุดๆ ขัดกับใบหน้าเด็กเรียนอย่างฉันมาก ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อ " ศาสนา " ที่ฉันเอารูปพระพุทธรูปมาแปะ เอามือจุ่มสีแดงไปแปะทับภาพพระ อีกทั้งวาดรูปรอยหยดน้ำตาสีแดงมาจากตาของพระอีก  กว่าฉันจะรู้ตัวว่างานฉันนี่เห่ยมาก ก็ตอนเรียนอยู่ ปี 3  เพราะเริ่มเข้าใจในองค์ประกอบศิลป์แล้ว 

ตอนนี้เวลานึกถึงงานชิ้นแรกๆทีไร ฉันอยากมุดใต้โต๊ะด้วยความอาย  

 

            

* คิดถึงอาจารย์ล้วน

อาจารย์ล้วน เป็นอาจารย์สอนเลข ที่รักในการสีไวโอลินที่สุด ใครๆก็รู้ว่าเด็กศิลป์กับวิชาการเป็นศัตรูกันแต่ชาติปางก่อน ยิ่งเลขกับอังกฤษไม่ต้องพูดถึง พวกเพื่อนผู้ชายในห้องฉันตกเลขกันระนาว มาสอบซ่อมยังไงก็ไม่ผ่าน จนอาจารย์ล้วนเล็งเห็นแล้วว่า ไอ้พวกนี้มันต้องไม่มีวันเรียนจบแน่ๆ แล้วอาจารย์ก็เข้าใจพวกเราดีพอว่าพวกเรามาเรียนศิลปะ วิชาการเป็นส่วนประกอบเฉยๆเพื่อให้เป็นไปตามหลักสูตร อาจารย์ล้วนเลยบอกกับพวกเราว่า ลูกศิษย์ทั้งหลาย ใครสอบตกวิชาอาจารย์บ้าง ยกมือขึ้น " พวกผู้ชายหลายคนยกมือขึ้น 

 "อ่ะ คนแรก มายืนหน้าห้องนี่เลย  ร้องเพลงเดือนเพ็ญเป็นป่าว" อาจารย์ล้วนเอ่ยถาม

"อ่า..เป็นครับ " เพื่อนฉันตอบอย่างงงๆ

"ร้องไป ให้จบเพลงนะ"  เจ้านั่นงงเต็ก แต่ก็อ้าปากร้องเพลงเดือนเพ็ญอย่างมั่นใจ  เพลงนี้เด็กช่างศิลป์ร้องเป็นทุกคนอยู่แล้ว

“ เดือนเพ็ญ..สวยเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม..เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา...”  เพื่อนฉันเริ่มต้นร้องท่อนแรก เสียงมันก็เพราะไม่เบาแฮะ 

ทันใดนั้น  อาจารย์ล้วนก็หยิบไวโอลินคู่กาย ที่ไปไหนมักเอาไปด้วยตลอดขึ้นมาวางบนหัวไหล่ แล้วก็หลับตาสีไปพร้อมกับเสียงร้องของเพื่อนฉัน  ขณะนั้น  ทุกคนเงียบฟังเพลงนี้ด้วยอารมณ์ตราตรึง ฉันไม่เคยได้ยินเพลงเดือนเพ็ญครั้งไหนเพราะเท่าครั้งนี้มาก่อนเลย  บรรยากาศเงียบๆที่วิทยาลัยช่างศิลป์ซึ่งตั้งอยู่กลางพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลตึกราบ้านช่องในวันนั้น รวมถึงสายลมที่พัดมาพริ้วๆ เย็นสบาย ทำให้พวกเราเหมือนนั่งฟังเพลงกันอยู่กลางป่าเขา..ลำเนาไพร 

จนกระทั่งเสียงเพลงจบและเสียงไวโอลินตอนท้ายจบลง ทุกคนนิ่งเงียบไป 30 วินาที แล้วฉันก็ตบมือแปะๆ ขึ้นมาเป็นคนแรก  ทีนี้ เพื่อนๆทั้งห้องก็ตบมือตามกันมาดังลั่นห้องไปหมด อาจารย์ล้วนยิ้มตอบ  วางไวโอลินลง  แล้วหยิบใบเกรดคะแนนมา พร้อมพูดขึ้นว่า “ อ่ะ คนแรก ผ่าน เลขเอาไป D   คนต่อไปชื่อไร ขึ้นมาเลย  ร้องเพลงไรเป็นมั่ง"  พอเจ้าคนร้องเดือนเพ็ญได้ยินดังนั้น ก็ร้องเย้กระโดดตัวลอย ส่วนพวกเราทุกคนก็หัวเราะเฮลั่น แล้วตลอดบ่ายวันนั้นเราก็ได้ฟังพวกที่ตกเลขร้องเพลงไป พร้อมกับเสียงไวโอลินไปของอาจารย์ล้วนที่สามารถสีได้ทุกเพลงอย่างไพเราะ 

อาจารย์ล้วนใจดีจัง  เข้าใจจิตใจพวกเรา  พวกเราเลยรักอาจารย์ล้วนกันทุกคน น่าเสียดายที่เราเรียนกับท่านแค่ปีเดียว แต่วันไหนว่างไม่มีเรียนพวกเรามักจะเข้าไปหาอาจารย์ล้วน ให้ท่านสีไวโอลินให้ฟังบ่อยๆ แล้วอาจารย์ก็มีความสุขที่ได้ทำเช่นนั้น...

อาจารย์คะ  ไม่รู้ว่าตอนนี้อาจารย์จะเป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า แต่หนูอยากบอกอาจารย์ว่า ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี พวกหนูยังระลึกถึงและรักเคารพอาจารย์เสมอค่ะ (น้ำตาซึม)

*หมายเหตุ  หลังจากฉันเขียนบันทึกนี้ลงในเวบช่างศิลปได้ไม่นาน  พวกเพื่อนกลุ่มหนึ่งอ่านแล้วทนคิดถึงอาจาย์ล้วนไม่ได้  เพราะพวกเราไม่เจออาจารย์มาถึง 15 ปี  ก็ตัดสินใจหาเบอร์โทรในเน็ต และบุกไปเยี่ยมอาจารย์ล้วนถึงที่บ้าน

จากคำบอกเล่าของเพื่อนฉันคนหนึ่งบอกว่า...อาจารย์ล้วนปีนี้อายุจะแปดสิบ แล้ว ดูแก่ลงไปมาก จนแทบจะไม่มีใครจำได้...อาจารย์ล้วนถึงแม้สายตาจะฝ้าเฟือง พูดจางกๆงัน แต่พวกเราก็รู้ได้ว่า..อาจารย์ล้วนแกดีใจมากที่มีลูกศิษย์ไปเยี่ยม..

และแน่นอน...เพื่อนฉันไม่ลืมที่จะเปิดคอมพิวเตอร์ของหลานแก ต่อเน็ต..เปิดบันทึกของฉันในเวบไซด์ช่างศิลป และอ่านให้แกฟัง..เสียงเพลง" เดือนเพ็ญ " คลอเบาๆประกอบเสียงอ่าน...

พวกเราทุกคนนั่งฟังกันเงียบกริบ..เพราะตอนนี้ทุกคนเหมือนย้อนกลับไปสู่อดีต...ภาพของพวกเราเด็กช่างศิลปหวนกลับขึ้นมาสู่ในความทรงจำพร้อมกัน..อีกครั้ง

หลังจากประโยคสุดท้าย..ที่เพื่อนฉันอ่านจบ...พวกเราเริ่มเห็นหยดน้ำใสๆในดวงตาฝ้าฟางของอาจารย์ล้วนไหลออกมาซึมขอบตา พร้อมเสียงพูดสั่นเครือว่า

" ข..ขอบใจ..ที่ยังจำอาจารย์..ได้.."

 


*คิดถึงวีรกรรมเกี่ยวกับรถไฟ

รถไฟกับเด็กช่างศิลป เป็นของคู่กัน ช่วงที่ฉันเรียนอยู่ที่นั่น พวกเราส่วนใหญ่ต้องนั่งรถไฟไปเรียนกัน  รถไฟมีกี่รอบ กี่โมง ปลายทางที่ไหน พวกเราจะรู้หมด  ถ้าใครพลาดรอบสุดท้ายตอนเย็น 5 โมง 45  ชีวิตก็จะเกิดอาการเศร้าหมอง เพราะต้องขึ้นรถเมล์หวานเย็นเส้นลาดกระบังกลับเข้าในกรุงถึง 3 ชั่วโมง   บ้านฉันอยู่มักกะสัน กว่าจะกาดึ๊บๆไปถึงบ้าน ก็เกือบโดนแม่ตื๊บ  เพราะฉะนั้น พวกเราต้องพยายามกลับให้ทันรถไฟรอบสุดท้าย

มีวันนึง ที่พวกเราขี้เกียจเบียดคนไปขึ้นรถอีแก่ เลยเดินกันจากช่างศิลปไปที่สถานีรถไฟ  พวกเราเดินกันบนขอนไม้รถไฟ  พวกผู้ชายชอบเดินก้าวไปนับไปว่าขอนไม้มีกี่ท่อนจากตรงนู้นตรงนี้  ฉันกับแพะ ก็เดินกันบนรางเหล็กรถไฟคนละข้างแล้วจับมือกันค่อยๆเดินไปในเส้นเหล็กนี้ไม่ให้ล้ม  พวกเราเดินกันไป เล่นกันไปอย่างสบายอารมณ์ จนลืมดูเวลาว่ามันกี่โมงแล้ว

สักพัก พวกเราก็ได้ยินเสียง ปู๊นนนนนนนน ของรถไฟอยู่ข้างหลัง แว๊กๆๆ รถไฟเที่ยวสุดท้ายมาแล้ว ที่สำคัญ มันวิ่งมาข้างหลังในรางที่เรากำลังเดินด้วย  " ปู๊นนนๆๆ" เสียงรถไฟดังไล่เราอีกครั้ง มันอยู่ห่างกับพวกเราประมาณไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น  วินาทีนั้น พวกเราต่างคนต่างก็วิ่งจ้ำอ้าวกันตับแล่บบนรางรถไฟ  วิ่งไปก็หันมามองรถไฟไป  รถไฟใกล้จะมาถึงแล้ว เหลือกันอีกไม่กี่สิบเมตร พวกผู้ชายที่วิ่งอยู่นำหน้าฉัน ก็ตะโกน “เฮ้ย เร็วๆรถไฟจะมาชนแล้ว แว๊กๆๆ”  พวกเราวิ่งกันอย่างไม่คิดชีวิต  “ ปู๊นนนๆๆๆ” เสียงปู๊นรถไฟดังอยู่ข้างหลัง หูแทบแตก  “ เฮ้ย กระโดดๆ ไม่ทันแล้ว เร็วว้อยยย“ เสียงไอ้หมอกตะโกนบอกพวกเรา  พวกเราทุกคนต่างก็ตัดสินกระโดดลงไปบนดินข้างทางให้พ้นรางรถไฟ  ข้างซ้ายบ้าง ขวาบ้าง จนรถไฟวิ่งผ่านหน้าพวกเราไปอย่างหวุดหวิด  คนขับรถไฟชี้หน้าดุพวกเรา 

พอรถไฟวิ่งผ่านไป พวกเราก็กระโดดกลับเข้ารางใหม่ วิ่งกันตับแล่บ ไล่หลังรถไฟให้ทัน ภาพวันนั้น ฉันจดจำไม่เคยลืม ภาพเงาดำย้อนแสงแบบซิลลูเอทของพวกเรา 7-8 ชีวิตกำลังวิ่งตัดกับฉากท้องฟ้าที่พระอาทิตย์ใกล้ตกดินสีส้ม โดยมีเงาดำยาวๆของรถไฟนำหน้า ช่างเป็นภาพที่สวยงามเสียนี่กระไร   แต่ฉันไม่มีเวลาชื่นชมภาพนี้นานเท่าไหร่นัก เพราะว่า รถไฟขบวนนี้เป็นขบวนสุดท้าย ฉันตะโกนบอกพวกผู้ชายว่า “ ซื้อตั๋วให้ด้วยยยยย”  เกิดมาไม่เคยวิ่งเร็วขนาดนี้ เหนื่อยที่สุดในชีวิต  ในที่สุดพวกไอ้หมอก ไอ้เบียร์ก็ไปถึงสถานีแล้ว พวกผู้หญิงโดยเฉพาะฉันยังวิ่งอยู่บนรางอยู่เลย รถไฟจอดอยู่สถานี และปู้นๆๆเตือนว่าใกล้ออกแล้ว  ไอ้พวกผู้ชายขึ้นไปรอตรงท้ายขบวน ร้องเชียร์พวกผู้หญิง “ เร็วๆๆ” ตอนนั้นคนโบกธงรถไฟก็มองมาที่พวกเราและรอลุ้นกับฝีเท้าพวกเรา ยังไม่โบกให้รถไฟออกไป แม้ว่าจะเลยเวลาแล้ว   พวกฉันก็ได้แต่ตะโกนว่า “ รอด้วยค๊าๆ”  แล้วแพะกับจุ๋ยก็วิ่งถึงรถไฟ  เหลือแต่ฉัน พวกมันปรบมือร้องเชียร์ฉัน

ในที่สุดฉันก็วิ่งถึงท้ายรถไฟจนได้ แต่รถไฟเริ่มเคลื่อนออกช้าๆแล้ว  พวกผู้ชายยื่นมือมาให้ฉันจับ  ฉันจับมืออย่างเกือบหมดแรง แล้วรีบเหยียบห่วงต่อของรถไฟ กระโดดขึ้นไปตามแรงฉุด  พอดีเป๊ะกับที่รถไฟก็เคลื่อนขบวนออกจากสถานีไปอย่างเร็ว    ฉันล้มตัวทรุดลงนั่งบนพื้นอย่างเหนื่อยอ่อน หอบ หายใจเกือบไม่ทัน โอ๊ย หวุดหวิดตกรถไฟ  เกิดมาไม่เคยเหนื่อยอย่างงี้มาก่อน  และไม่เคยวิ่งได้เร็วขนาดนี้ 2 กิโลเมตร ภายใน 4  นาที   พวกเรามานั่งหอบกันแฮ่กๆท้ายขบวน  ต่างคนต่างก็มองหน้าที่แดงๆดำๆ  เหงื่อแตกซ่ก รวมถึงผมเผ้าที่กระเซอะกระเซิงของกันและกัน  คิดถึงเหตุการณ์หวิดตายกันเมื่อกี๊  แล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันดังๆ  “ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ “

 

 


* ภาพเพ้นท์ที่สูญหาย

วิชา Painting  อาจารย์มักจะตั้งหุ่นนิ่ง อาทิเช่น หุ่นผลไม้บ้าง  หุ่นประติมากรรมบ้าง ให้เราวาดไว้ในห้องเพ้นท์ ประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วอาจารย์จะเปลี่ยนแบบ  พวกเด็กช่างศิลปก็รู้ๆกันอยู่ว่า ชอบเผางาน อาจารย์ให้งานเป็นอาทิตย์ ขี้เกียจทำ แต่เมื่อถึงเดดไลน์ เมื่อไหร่ ก็จะขอยืมงานเพื่อนๆมาดราฟกันที่บ้าน  ส่งแบบเผาทันทุกที

มีเช้าวันนึง ปิ๊กมี่ตาลีตาเหลือกทำหน้าจะร้องไห้   " เป็นไรปิ๊กมี่ " ฉันถามด้วยความสงสัย ตัวยิ่งเล็กๆอยู่ ทำหน้าแบบนี้ ยิ่งดูน่าสงสาร  “ งานเพ้นท์เรา ลืมไว้บนรถไฟ ฮือๆ”  อ้าว เวงล่ะสิ ส่งวันนี้ด้วย “ เมื่อคืนอุตส่าห์เพ้นท์สุดฝีมือ ฮือๆ ” ไอ้ปิ๊กมี่เบ๊ะหน้าเป่าปี่ร้องไห้  " เฮ้ย ใจเย็นๆ รถเที่ยวไหน"  “ กรุงเทพ-กบินทร์ฯ” ปิ๊กมี่ตอบเสียงสั่น  "เออ ไม่เป็นไร ใจเย็นๆ เดี๋ยวลองโทรไปถามที่การรถไฟว่าให้นายตรวจลองหาดูให้ได้ป่าว" ฉันเสนอความคิด เพื่อนคนอื่นเห็นดีด้วย  แล้วฉันก็วิ่งไปหยอดเหรียญสาธารณะ ถาม 13 ถึงเบอร์ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ฉันโทรไปเล่าปัญหาไป ทางเจ้าหน้าที่ก็ให้เบอร์ของสถานีกบินทร์บุรีมาให้ ฉันก็โทรไปถาม  คนรับเป็นใครไม่รู้ บอกว่าจะให้เจ้าหน้าที่ขึ้นไปลองค้นหาให้ ถ้าเจอจะเก็บให้ ให้ไปรอเอาตอนรถไฟเที่ยวกลับ  ฉันบอกเค้าว่า “ สำคัญมากๆนะคะ ช่วยกรุณาหาให้ด้วยนะคะๆๆ”  ไอ้ปิ๊กมี่ฟังแล้วก็ซึ้งใจที่เพื่อนๆพยายามช่วย 

“ ปิ๊กมี่  เดี๋ยวสักพักเราลองโทรไปกันใหม่นะ “  “ อืมม์  ซิ่กๆ” ปิ๊กมี่เริ่มใจชื้นขึ้นอย่างมีความหวัง  สัก 1 ชั่วโมงต่อมา ฉันก็ลองโทรไปหาที่สถานีกบินทร์บุรีอีกที  เจ้าหน้าที่ทางนั้นบอกว่า หาไม่เจอ ยังไง ให้พวกเราไปช่วยกันหาอีกทีบนรถไฟ   ฉันได้แต่ปลอบใจปิ๊กมี่  และพอถึงชั่วโมงเพ้นท์ พวกเราช่วยกันบอกอาจารย์ถึงเหตุการณ์จำเป็นของปิ๊กมี่ อาจารย์ใจดี อนุโลมให้มาส่งวันพรุ่งนี้แทน

พอเลิกเรียนปุ๊ป พวกเราก็รีบนั่งอีแก่ไปที่สถานีหัวตะเข้ นั่งรอรถไฟ กรุงเทพฯ-กบินทร์บุรี ซึ่งเป็นเที่ยวสุดท้ายตอนเย็น 5 โมง 45 (อีกแล้ว) พอรถไฟมา พวกเราก็วิ่ง แยกย้ายกันไปช่วยหาม้วนกระดาษงานเพ้นท์ของปิ๊กมี่  แต่รอบขบวนนี้ ส่วนมากจะเป็นรถไฟที่พวกพ่อค้า มาขนของไปขายกันที่กรุงเทพฯ รถไฟขบวนนี้จึงมีเข่งผัก เข่งปลาทู ส่งกลิ่นลอยมา รวมถึงเสียงจ๊อกแจ๊ก แจ ของแม่ค้า ที่นั่งกันมาเต็มขบวนท้ายๆของรถไฟ

" เฮ้ย เจอป่าว " ฉันเอ่ยถามพวกผู้ชายที่เดินกันหาจนทั่วจนมาถึงตู้ที่ฉันหา  “ ไม่เจออ่ะ “  ปิ๊กมี่ตอบหน้าเศร้า  “เหรอ เฮ้อ ซวยเลย" ฉันเศร้าตาม  แม่ค้าหลายคนมองมาที่พวกเราอย่างสงสัยว่าพวกเราหาไรกัน มองมาแป๊ปนึง ก็หันไปคุยกันต่อ  ปิ๊กมี่ทรุดนั่งลงบนพื้นรถไฟอย่างสิ้นหวัง พวกเราก็ลงไปนั่งตามเพื่อปลอบใจ  เสียงแม่ค้าคนนึงหัวเราะคุยเสียงดัง ทำให้พวกเราอดที่จะหันไปเหล่ดูไม่ได้ และทันใดนั้น สายตาของพวกเราก็สะดุดไปเห็นอะไรบางอย่างที่แม่ค้าคนนั้นใช้รองนั่งบนพื้นรถไฟ   “ นั่น.....นน.. “ ปิ๊กมี่ชี้ไปที่ก้นแม่ค้านั้น แล้วพูดติดอ่างเสียงหลง   ใช่แล้ว! นั่นคือ กระดาษงานเพ้นท์สีน้ำของไอ้ปิ๊กมี่ ที่ตอนนี้ถูกแม่ค้าเอาตูดมานั่งทับอย่างสบายอารมณ์  งานเพ้นท์ที่หาแทบตายแทบพลิกรถไฟ  แต่สุดท้ายมัน...มันอยู่ตรงตูดแม่ค้า แว๊กๆๆ ไอ้ปิ๊กมี่ร้องเสียงหลง

ปิ๊กมี่รีบเดินไปหาแม่ค้า จับกระดาษดึง “ ของโผมคร๊าบบของโผม ฮือๆ”  แม่ค้าสะดุ้ง ลุกขึ้น หยิบกระดาษคืนปิ๊กมี่แล้วตบหลังปิ๊กมี่เบาๆ ยิ้มหวาน บอกว่า “ อ้าวเหรอ  เห็นวางทิ้งอยู่  นึกว่าไม่ใช้ เลยเอามารองนั่ง ว่าแต่ว่าขอบใจนะหลาน  เอิ๊กๆ “

ปิ๊กมี่ถืองานเพ้นท์ที่ยับยู่ยี่มากอดไว้ที่อก น้ำตาซึม จะว่าสงสารมันก็สงสาร แต่ว่าพวกเราก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะขำออกมา 555555  ขอโทษนะปิ๊กมี่ แต่กลั้นหัวเราะไม่อยู่จริงๆอ่ะ 5555


 




* คิดถึงวันรับน้องใหม่

ตอนอยู่ปี 1 สิ่งที่ทุกคนรุ่นน้องกลัวที่สุด น่าจะเป็นการซ่อมน้อง  " ซ่อม " ในทีนี้คือการจับน้องมาขู่ ตะคอก สั่งให้ทำนู่นทำนี่ ซ่อม เป็นการซ้อมรับน้องย่อยๆก่อนถึงวันจริง  หลังเลิกเรียน รุ่นพี่จะนัดที่ห้องปั้น  ตอนนั้นพวกเราหลายคนปี 1 ไม่ชอบรุ่นพี่มากๆที่มาทำเป็นใหญ่ โดยเฉพาะไอ้โรเบิร์ต จอมซ่าส์ที่ชื่อฝรั่งแต่เป็นคนร้อยเอ็ด  โรเบิร์ตไม่ใช่ลูกครึ่ง หน้ามันไทย(ลาว)แท้ หุ่นบึกบึน มันเป็นคนนึงที่กล้าเถียงรุ่นพี่  มีวันนึงรุ่นพี่นัดซ่อมพวกเรากลางสนามหน้าห้องปั้น 

“ น้องปี 1  รู้มั้ยว่าใส่ยีนส์ผิดกฏ  ห๊า! ตั้งแต่พรุ่งนี้ห้ามใส่ยีนส์มา อยู่ปี 1 อย่ามาทำซ่าส์ แต่งตัวให้มันเรียบร้อยหน่อย!  ไอ้นั่นๆอ่ะ เข้าใจมั้ย ห๊า” รุ่นพี่ทั้งตะโกน ตะคอก คำสุดท้าย ชี้หน้าไปที่โรเบิร์ตที่นุ่งยีนส์มาเรียน  โรเบิร์ตลุกขึ้น ยกมือ “ พี่ครับ ผมถามอะไรหน่อยครับ “  โรเบิร์ตมันจะถามอะไรของมันฟ่ะ  ฉันสงสัย แต่ต้องก้มหน้างุดไม่กล้าสบตารุ่นพี่ หลายคนแอบเหล่มองด้วยความสงสัยเหมือนกัน “ เออ มรึงใจกล้ามาก ว่ามา  จะถามไรกรู ห๊า “ หัวหน้าแกงค์รุ่นพี่ ที่ชื่อพี่แหลมตะคอกหันมาทางโรเบิร์ต  “ พี่ไม่ให้ใส่ยีนส์ หาว่าผิดกฏ แล้วทำไมรุ่นพี่ทุกคนใส่มาได้ล่ะครับ อย่างงี้ก็ไม่ยุติธรรมสิ “ โรเบิร์ตตะโกนถามเสียงเหน่อ แว๊กๆ ไอ้โรเบิร์ตใจกล้ามากเลยที่ไปว่ารุ่นพี่อย่างงั้น เออ แต่มันก็พูดถูกนะ แล้วรุ่นพี่จะตอบว่าไร  อิ ๆอยากรู้ๆ

พี่แหลมฟังแล้วอึ้ง พูดไม่ออก พวกเรารุ่นน้องเริ่มอมยิ้ม หัวเราะกันคิกคัก ทันใดนั้น พี่แหลมก็ได้สติ ชี้หน้ามาที่โรเบิร์ตถามว่า “ มรึง ชื่ออะไรอ่ะ “ “ โรเบิร์ตครับ “ รุ่นพี่หัวเราะก๊ากพอได้ยินชื่อ “ เออ หน้าลาวแต่ชื่อฝรั่ง มรึงอยากรู้ใช่มั้ยว่าทำไมรุ่นพี่ใส่ยีนส์มาเรียนได้”

“ มันมีเหตุผลไอ้น้อง มรึงรู้มั้ย จริงๆแล้วพวกกรูเสียสละมากนะ ที่นุ่งยีนส์มาเนี่ย รุ่นพี่ใส่มาเพื่อเป็นตัวอย่างให้รุ่นน้องดูว่า ยีนส์แบบนี้ๆอ่ะ ห้ามใส่ มันไม่ถูกต้องงงง เข้าใจมั้ย แล้วมรึงคิดดูนะ ตอนเช้า ที่เก้าอี้โรงอาหาร มันสกปรก มีน้ำค้าง เลอะฝุ่น พวกกรูก็เอาตูดมานั่ง  เอากางเกงยีนส์ถูๆให้เก้าอี้สะอาด เพื่อให้รุ่นน้องมานั่งกันไม่เลอะ  เห็นมั้ยว่าเป็นรุ่นพี่เสียสละเพื่อน้องแค่ไหน ทีนี้เข้าใจเหตุผลยัง ฮ่าๆๆๆ” พี่แหลมพูดเหตุผลมายาวเฟื้อย โรเบิร์ตอ้าปากค้าง พวกเราทุกคนรวมถึงรุ่นพี่ทุกคนหัวเราะลั่นด้วยคำแก้ตัวของพี่แหลม ไอ้โรเบิร์ตยังคงอึ้ง พูดไม่ออก นั่งลงอย่างจ๋อยๆ แต่พวกเรารุ่นน้องก็แอบหัวเราะกันคิกคัก ขำคำแก้ตัวมั่วๆของรุ่นพี่อ่ะ 

เราโดนรุ่นพี่ซ่อมกันหลายวัน กว่าจะถึงวันรับน้องจริงที่ชะอำ พวกเราโดนรุ่นพี่แกล้งๆต่างๆนาจนโทรมไปหมด แต่ที่จำได้ไม่ลืมคือ ตอนที่รุ่นพี่บีบยาสีฟันใส่แปรง แล้วให้รุ่นน้องแปรงแห้งๆในปากคนละ 2 ฉึบ แล้วให้ส่งต่อๆกันไปแปรง อึ๋ยส์ ปากใครปากมัน กลายเป็นปากรวมกัน คิดดูสิ ไอ้คนแรกๆยังพอทน แล้วไอ้คนหลังล่ะ นี่ยังไม่เท่าไหร่ ยาสีฟันมันยังมีกลิ่นและรสชาติของฟลูออไรด์ แต่ที่หนักกว่านั้น คือลูกชิ้นหมู รุ่นพี่ส่งลูกชิ้นหมูให้รุ่นน้องที่ยืนเรียงแถวคนแรก ให้อมในปากเคี้ยวลูกชิ้นเม็ดนั้น 2 ทีแล้วคายออกมา ส่งให้คนต่อไปเคี้ยวต่อ คิดดูสิ ว่าลูกชิ้นเวลาถูกเคี้ยวมันก็เริ่มยุ่ยเป็นชิ้นเล็กๆ  น้ำลายของแต่ละคนอีก โชคดีที่ฉันเป็นคนแรกๆ แต่ไอ้พวกผู้ชายข้างหลัง เคี้ยวไป ก็เริ่มพะอืดพะอมไป  ลูกชิ้นเริ่มเละเข้าไปทุกที นึกทีไรอยากอ๊วก  สิบกว่าปีก่อน โรคองโรคเอสด์ยังไม่ฮิต โชคดีที่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ คิดถึงเรื่องนี้ทีไร ไม่อยากกินลูกชิ้นไปหลายเดือน อุแหวะๆๆๆ

ตอนนั้น หลายคนที่ต่อต้านรุ่นพี่ เกลียดรุ่นพี่ แต่พอถึงช่วงสุดท้ายของการรับน้อง ถึงตอนรุ่นพี่เอาเชือกมาผูกข้อมือทีละคน พร้อมอวยพรให้พวกเราตั้งใจเรียนให้จบ  แล้วเอาของที่ระลึกที่ทำขึ้นมาเองมาแจกด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะพวกรุ่นพี่ที่เคยตะคอกพวกเราก็เข้ามาพูดคุยอย่างอ่อนโยน ช่วงนั้นพวกเราถึงเข้าใจว่าจริงๆแล้วรุ่นพี่ไม่ใช่เป็นคนโหดหรือดุเลย จริงๆเป็นคนตลกและใจดีด้วยซ้ำ ช่วงนั้นพวกเราต่างก็ขนลุกกันด้วยความตื้นตันใจ

และไม่ต้องแปลกใจเลยที่พอพวกเรากลายเป็นรุ่นพี่บ้าง  พวกโรเบิร์ตซึ่งเคยต่อต้านรุ่นพี่ที่มาซ่อมพวกเราก็กลายมาเป็นรุ่นพี่ขาว๊ากรุ่นน้องบ้าง เพราะในหัวใจพวกเรารู้ดีว่า ประเพณีรับน้องที่สืบทอดต่อกันมา คือสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธุ์ของพี่-น้องสายเลือดช่างศิลปผูกพันและรักกันมากขึ้น...

 

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic